ถ้าไม่อยากเลือกหุ้นเอง ทำอย่างไร?
การลงทุนในหุ้นรายตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นักลงทุนต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการอ่านงบการเงิน วิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจ ติดตามข่าวสารรายวัน และประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นแต่ละตัว สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุน หรือคนที่มีภาระงานประจำจนไม่มีเวลาติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด มีทางเลือกที่สะดวกและเหมาะสมกว่า นั่นคือ กองทุนรวม (Mutual Fund) และ ETF (Exchange Traded Fund)
ทั้งสองอย่างมีแนวคิดพื้นฐานเดียวกัน คือ รวมเงินจากนักลงทุนหลายคนเข้าด้วยกัน แล้วให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพนำเงินไปลงทุนแทน ทำให้นักลงทุนได้รับประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยงและความเชี่ยวชาญของผู้จัดการกองทุน โดยไม่ต้องมานั่งวิเคราะห์หุ้นทีละตัวด้วยตนเอง
แต่ถึงแม้จะมีแนวคิดคล้ายกัน กองทุนรวมและ ETF ก็มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในหลายมิติ บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจทั้งสองอย่างอย่างละเอียด เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกเครื่องมือลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองได้
กองทุนรวม (Mutual Fund) คืออะไร?
กองทุนรวมคือ การรวมเงินจากนักลงทุนจำนวนมาก แล้วมอบให้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นำไปลงทุนตามนโยบายที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวน (Prospectus) โดยนักลงทุนแต่ละคนจะได้รับ "หน่วยลงทุน" ตามสัดส่วนเงินที่ลงทุน
ในประเทศไทยมี บลจ. ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. หลายแห่ง เช่น บลจ.กสิกรไทย, บลจ.ไทยพาณิชย์, บลจ.กรุงศรี เป็นต้น แต่ละ บลจ. จะเสนอกองทุนรวมหลายประเภทให้เลือกตามความเสี่ยงและเป้าหมายการลงทุน
ประเภทกองทุนรวมหลัก
| ประเภท | ลงทุนใน | ความเสี่ยง | ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
| กองทุนตลาดเงิน | เงินฝาก ตราสารหนี้ระยะสั้น | ต่ำมาก | เหมาะเก็บเงินสดระยะสั้น |
| กองทุนตราสารหนี้ | พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ | ต่ำ | เหมาะลงทุนระยะกลาง 1-3 ปี |
| กองทุนผสม | หุ้น + ตราสารหนี้ | ปานกลาง | สัดส่วนยืดหยุ่นตามสถานการณ์ |
| กองทุนหุ้น | หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ | สูง | เน้นผลตอบแทนระยะยาว |
| กองทุนต่างประเทศ (FIF) | หุ้นหรือสินทรัพย์ต่างประเทศ | สูง | เช่น กองทุนหุ้นสหรัฐ หุ้นจีน |
| กองทุน SSF/RMF | หุ้นหรือสินทรัพย์ตามเงื่อนไข | แล้วแต่ประเภท | ใช้ลดหย่อนภาษีได้ |
วิธีการทำงานของกองทุนรวม
เมื่อคุณซื้อกองทุนรวม เงินของคุณจะถูกรวมกับเงินของนักลงทุนคนอื่นเป็นก้อนใหญ่ จากนั้นผู้จัดการกองทุนจะนำเงินไปลงทุนตามนโยบายที่กำหนด มูลค่าของกองทุนจะถูกคำนวณเป็น NAV (Net Asset Value) หรือมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย ซึ่งจะประกาศวันละครั้งหลังตลาดปิด
ตัวอย่างเช่น ถ้ากองทุน A มีสินทรัพย์รวม 1,000 ล้านบาท และมีหน่วยลงทุนทั้งหมด 100 ล้านหน่วย NAV ของกองทุนนี้จะเท่ากับ 10 บาทต่อหน่วย
ข้อดีของกองทุนรวม
- มีผู้เชี่ยวชาญดูแล -- ผู้จัดการกองทุนมีความรู้และประสบการณ์ในการวิเคราะห์และคัดเลือกหลักทรัพย์ คุณไม่ต้องเลือกหุ้นเอง
- กระจายความเสี่ยง -- กองทุนหนึ่งมักลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์หลายสิบตัว ทำให้ความเสี่ยงถูกกระจายออก ถ้าหุ้นตัวหนึ่งตกหนัก กองทุนโดยรวมจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
- เริ่มต้นด้วยเงินน้อย -- บางกองเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยเงินเพียง 500-1,000 บาท ทำให้เข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน
- สะดวกสบาย -- ซื้อขายผ่านแอปธนาคารหรือแอปของ บลจ. ได้ง่าย ตั้งซื้ออัตโนมัติรายเดือนได้
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี -- กองทุนบางประเภท เช่น SSF และ RMF สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้
ข้อเสียของกองทุนรวม
- ค่าธรรมเนียมสูง -- มีค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ประมาณ 1-2% ต่อปี บางกองมีค่าธรรมเนียมซื้อ (Front-end Fee) และค่าธรรมเนียมขาย (Back-end Fee) เพิ่มเติม ค่าธรรมเนียมเหล่านี้กินเข้าไปในผลตอบแทนของคุณทุกปี
- ไม่ยืดหยุ่นเรื่องเวลา -- ซื้อขายได้วันละครั้ง ราคาคิดตาม NAV สิ้นวัน หมายความว่าถ้าคุณสั่งซื้อตอนเช้า คุณจะไม่รู้ราคาที่แท้จริงจนกว่าจะสิ้นวัน
- ผลตอบแทนอาจแพ้ตลาด -- จากสถิติระยะยาว กองทุนที่บริหารแบบ Active หลายกองทำผลตอบแทนได้ไม่ดีเท่าดัชนี SET Index หลังหักค่าธรรมเนียม
- มีเงื่อนไขการถือครอง -- กองทุนบางประเภท เช่น RMF มีเงื่อนไขระยะเวลาถือครองขั้นต่ำ หากขายก่อนกำหนดอาจต้องคืนสิทธิลดหย่อนภาษี
ETF คืออะไร?
ETF (Exchange Traded Fund) คือกองทุนที่ จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ได้เหมือนหุ้นสามัญทุกประการ แต่ภายในกองทุนถือสินทรัพย์หลายตัวตามดัชนีหรือนโยบายที่กำหนด
ETF ส่วนใหญ่เป็นกองทุนประเภท Passive ซึ่งหมายความว่าไม่มีผู้จัดการกองทุนคอยเลือกหุ้นอย่าง Active แต่กองทุนจะลงทุนตามดัชนีอ้างอิง (Benchmark Index) โดยอัตโนมัติ ทำให้ค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากองทุนรวมทั่วไปอย่างมาก
ETF ต่างจากกองทุนรวมอย่างไร?
| รายการ | กองทุนรวม | ETF |
|---|---|---|
| ซื้อขาย | ผ่าน บลจ./ธนาคาร วันละครั้ง | ผ่านตลาดหลักทรัพย์ แบบ real-time |
| ราคา | NAV สิ้นวัน | ราคาตลาดระหว่างวัน |
| ค่าธรรมเนียมการจัดการ | สูงกว่า (1-2% ต่อปี) | ต่ำกว่า (0.1-0.5% ต่อปี) |
| รูปแบบการบริหาร | Active หรือ Passive | ส่วนใหญ่เป็น Passive |
| ขั้นต่ำในการซื้อ | ตามที่กองกำหนด | 100 หน่วย (1 Board Lot) |
| ต้องมีบัญชี | บัญชี บลจ./ธนาคาร | บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) |
| ความโปร่งใส | เปิดเผยพอร์ตทุกไตรมาส | เปิดเผยพอร์ตทุกวัน |
| การจ่ายเงินปันผล | แล้วแต่นโยบายกอง | บางตัวจ่ายปันผล บางตัวสะสมมูลค่า |
ข้อดีของ ETF
- ค่าธรรมเนียมต่ำมาก -- เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นกองทุน Passive ค่าบริหารจัดการจึงต่ำกว่ากองทุนรวม Active อย่างเห็นได้ชัด ในระยะยาว 20-30 ปี ส่วนต่างของค่าธรรมเนียมแม้เพียง 1% ต่อปี ก็ส่งผลต่อผลตอบแทนรวมอย่างมหาศาล
- ซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการ -- เหมือนหุ้น สามารถตั้งราคาซื้อขายได้ ใช้คำสั่ง Limit Order, Market Order ได้เช่นเดียวกับหุ้น
- โปร่งใส -- เห็นรายละเอียดว่ากองทุนถือหุ้นอะไรบ้างในแต่ละวัน ต่างจากกองทุนรวมที่เปิดเผยเป็นรายไตรมาส
- กระจายความเสี่ยงอัตโนมัติ -- ซื้อ ETF ตัวเดียว เท่ากับลงทุนในหุ้นหลายสิบตัวพร้อมกัน
- ไม่มีขั้นต่ำสูง -- ซื้อได้ตั้งแต่ 100 หน่วย ถ้าราคาหน่วยละ 5-10 บาท ก็เริ่มต้นได้ด้วยเงินหลักพันบาท
ข้อเสียของ ETF
- ต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ -- ไม่สามารถซื้อผ่านแอปธนาคารได้โดยตรง ต้องเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ก่อน
- สภาพคล่องอาจต่ำ -- ETF บางตัวในตลาดหุ้นไทยมีปริมาณการซื้อขายน้อย ทำให้อาจมี Spread (ส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย) กว้าง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนในการเข้าออก
- มีค่าคอมมิสชั่น -- ทุกครั้งที่ซื้อขาย ต้องจ่ายค่านายหน้าให้โบรกเกอร์เหมือนซื้อขายหุ้น (ประมาณ 0.1-0.25% ต่อครั้ง)
- ต้องมีวินัยด้วยตัวเอง -- เนื่องจากซื้อขายได้ตลอดวัน นักลงทุนบางคนอาจเผลอซื้อขายบ่อยเกินไปตามอารมณ์ ทำให้เสียค่าคอมมิสชั่นโดยไม่จำเป็น
ETF ที่น่าสนใจในตลาดหุ้นไทย
ETF ดัชนี SET
- TDEX -- อ้างอิง SET50 Index ซึ่งประกอบด้วยหุ้น 50 ตัวที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) ใหญ่ที่สุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือเป็น ETF ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในตลาดหุ้นไทย
- 1DIV -- อ้างอิง SET High Dividend 30 Index คัดเลือกหุ้น 30 ตัวที่มีอัตราเงินปันผลสูง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรายได้ประจำจากเงินปันผล
- ENGY -- อ้างอิงดัชนีกลุ่มพลังงาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเน้นลงทุนในกลุ่มพลังงานโดยเฉพาะ
ETF ทองคำ
- GLD -- อ้างอิงราคาทองคำ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการถือทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) โดยไม่ต้องถือทองคำจริง
ETF ต่างประเทศที่ซื้อขายในตลาดไทย
ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังมี ETF ที่อ้างอิงดัชนีต่างประเทศ เช่น ดัชนี S&P 500, ดัชนี CSI 300 (จีน) ซึ่งให้โอกาสนักลงทุนเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้สะดวกขึ้น
ตัวอย่างที่เข้าใจง่าย: การซื้อ TDEX เพียงตัวเดียว เท่ากับคุณได้ลงทุนใน 50 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดของไทย เช่น PTT, SCB, ADVANC, CPALL, SCC โดยไม่ต้องเลือกซื้อทีละตัว
ทำความเข้าใจกลยุทธ์ DCA กับกองทุนรวมและ ETF
DCA (Dollar Cost Averaging) คือกลยุทธ์การลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่ากันเป็นประจำทุกเดือน ไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือลง วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนผิดจังหวะ เพราะในเดือนที่ราคาถูกจะได้หน่วยลงทุนมากขึ้น และในเดือนที่ราคาแพงจะได้หน่วยลงทุนน้อยลง ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยสมดุล
- กองทุนรวม เหมาะกับ DCA มากกว่า เพราะสามารถตั้งคำสั่งซื้ออัตโนมัติผ่านแอปได้ง่าย และไม่มีขั้นต่ำในการซื้อสูงนัก
- ETF ก็ทำ DCA ได้ แต่ต้องสั่งซื้อเองทุกเดือนผ่านบัญชีหลักทรัพย์ และต้องซื้อเป็น Board Lot (100 หน่วย)
มือใหม่ควรเลือกอะไร?
เลือกกองทุนรวม ถ้า:
- ไม่ต้องการเปิดบัญชีหลักทรัพย์ ต้องการความสะดวกสูงสุด
- ต้องการ ลงทุนอัตโนมัติทุกเดือน (DCA) ได้สะดวกผ่านแอปธนาคาร
- ต้องการลงทุน ต่างประเทศ ง่ายๆ ผ่านกองทุน FIF
- มีเงินเริ่มต้นน้อยมาก (500 บาทก็เริ่มได้)
- ต้องการ สิทธิลดหย่อนภาษี ผ่าน SSF หรือ RMF
เลือก ETF ถ้า:
- มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์อยู่แล้ว หรือสนใจเปิดบัญชี
- ต้องการ ค่าธรรมเนียมการจัดการต่ำที่สุด เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่ดีกว่า
- ต้องการ ควบคุมจังหวะซื้อขาย ได้เอง ตั้งราคาซื้อขายได้
- ต้องการ ความโปร่งใส สูงสุด เห็นว่ากองทุนถืออะไรทุกวัน
- ไม่ชอบรู้สึกว่า "ไม่รู้ว่าได้ราคาเท่าไหร่" เมื่อสั่งซื้อ
หรือเลือกทั้งคู่ก็ได้
ไม่มีกฎว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง นักลงทุนที่มีประสบการณ์หลายคนจัดพอร์ตโดยมีทั้งกองทุนรวมและ ETF เช่น ใช้กองทุนรวม RMF เพื่อลดหย่อนภาษี แล้วใช้ ETF อย่าง TDEX เป็นการลงทุนหลักระยะยาว
ข้อควรระวังสำหรับมือใหม่
- อย่าดูผลตอบแทนอย่างเดียว -- ต้องดูค่าธรรมเนียมรวมด้วย กองทุนที่ผลตอบแทนดีแต่ค่าธรรมเนียมสูง อาจให้ผลตอบแทนสุทธิน้อยกว่ากองที่ค่าธรรมเนียมต่ำ
- อ่านหนังสือชี้ชวน (Fund Fact Sheet) -- ก่อนซื้อกองทุนใด ควรอ่าน Fund Fact Sheet เพื่อเข้าใจนโยบาย ความเสี่ยง และค่าธรรมเนียม
- เข้าใจระดับความเสี่ยงของตัวเอง -- ก.ล.ต. กำหนดระดับความเสี่ยงกองทุนเป็น 8 ระดับ ตั้งแต่ระดับ 1 (ต่ำมาก) ถึงระดับ 8 (สูงมาก) ควรเลือกให้เหมาะกับตัวเอง
- ไม่ต้องรีบร้อน -- การลงทุนในกองทุนรวมและ ETF ออกแบบมาสำหรับการลงทุนระยะยาว อย่าตื่นตกใจขายเมื่อตลาดผันผวนระยะสั้น
- เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ -- กองทุนที่มีนโยบายคล้ายกันอาจมีค่าธรรมเนียมและผลตอบแทนต่างกัน ใช้เวลาเปรียบเทียบก่อนเลือก
สรุปเปรียบเทียบทางเลือกการลงทุน
| กองทุนรวม | ETF | หุ้นรายตัว | |
|---|---|---|---|
| ความยากในการเริ่มต้น | ง่าย | ปานกลาง | ยาก |
| ค่าธรรมเนียมการจัดการ | สูง (1-2%/ปี) | ต่ำ (0.1-0.5%/ปี) | ไม่มี |
| ค่าคอมมิสชั่นซื้อขาย | ไม่มี/ต่ำ | มี (เหมือนหุ้น) | มี |
| ซื้อขาย | วันละครั้ง | ตลอดเวลาทำการ | ตลอดเวลาทำการ |
| กระจายความเสี่ยง | อัตโนมัติ | อัตโนมัติ | ต้องทำเอง |
| ความโปร่งใส | ปานกลาง | สูง | สูงสุด |
| สิทธิลดหย่อนภาษี | มี (SSF/RMF) | ไม่มี | ไม่มี |
| เหมาะกับ | มือใหม่ที่ต้องการความสะดวก | มือใหม่-กลางที่ต้องการค่าธรรมเนียมต่ำ | ผู้ที่มีความรู้และเวลาวิเคราะห์ |
สรุป: ถ้ายังไม่มั่นใจในการเลือกหุ้นเอง การเริ่มจากกองทุนรวมหรือ ETF เป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด คุณจะได้เรียนรู้กลไกตลาดไปพร้อมกับสร้างผลตอบแทน แล้วค่อยๆ ขยับไปลงทุนในหุ้นรายตัวเมื่อมีความรู้และความมั่นใจมากขึ้น การลงทุนเป็นการเดินทางระยะยาว ไม่ใช่การแข่งขันระยะสั้น
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
เริ่มต้นลงทุนอย่างมั่นใจกับ HoonHub
HoonHub ช่วยให้คุณติดตามพอร์ตหุ้น วิเคราะห์ข้อมูลบริษัท และเรียนรู้การลงทุนผ่านบทเรียนและแบบทดสอบ ดาวน์โหลดแอปฟรีบน App Store วันนี้