ทำไมต้องรู้จักประเภทคำสั่งซื้อขาย?
เมื่อคุณตัดสินใจจะซื้อหรือขายหุ้นสักตัว สิ่งแรกที่นักลงทุนมือใหม่หลายคนมักมองข้ามคือ วิธีการส่งคำสั่งซื้อขาย การเลือกประเภทคำสั่งที่ถูกต้องมีผลโดยตรงต่อราคาที่คุณจะได้รับจริง และอาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างการได้กำไรหรือขาดทุน
ลองนึกภาพว่าคุณอยากซื้อหุ้นตัวหนึ่งที่ราคา 50 บาท แต่ถ้าคุณเลือกคำสั่งผิดประเภท คุณอาจจบลงด้วยการซื้อที่ราคา 52 บาทแทน สำหรับการซื้อ 1,000 หุ้น นั่นหมายถึงเงินที่หายไป 2,000 บาทโดยไม่จำเป็น
ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีคำสั่งซื้อขายหลักอยู่ 4 ประเภทที่นักลงทุนทุกคนควรเข้าใจ ได้แก่ Market Order, Limit Order, ATO และ ATC บทความนี้จะอธิบายแต่ละประเภทอย่างละเอียด พร้อมตัวอย่างสถานการณ์จริงที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ
ทำความเข้าใจกลไกการจับคู่คำสั่งของตลาดหุ้นไทย
ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดของแต่ละคำสั่ง สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าตลาดหลักทรัพย์จับคู่คำสั่งอย่างไร
ตลาด SET ใช้ระบบที่เรียกว่า Automatic Order Matching (AOM) ซึ่งจะจับคู่คำสั่งซื้อและขายโดยอัตโนมัติตามหลักเกณฑ์ดังนี้:
- ราคา (Price Priority) -- คำสั่งซื้อที่ราคาสูงกว่าจะได้รับการจับคู่ก่อน และคำสั่งขายที่ราคาต่ำกว่าจะได้รับการจับคู่ก่อน
- เวลา (Time Priority) -- หากราคาเท่ากัน คำสั่งที่ส่งเข้ามาก่อนจะได้รับการจับคู่ก่อน
นอกจากนี้ ในหน้าจอซื้อขายหุ้น คุณจะเห็นสิ่งที่เรียกว่า Bid และ Offer (หรือ Ask):
- Bid คือราคาที่ผู้ซื้อยินดีจ่าย (ฝั่งซื้อ)
- Offer คือราคาที่ผู้ขายต้องการ (ฝั่งขาย)
- Spread คือส่วนต่างระหว่าง Bid กับ Offer ยิ่ง Spread แคบ ยิ่งหมายความว่าหุ้นตัวนั้นมีสภาพคล่องดี
1. Market Order (คำสั่งตามราคาตลาด)
Market Order คือคำสั่งที่ ซื้อหรือขายทันที ในราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น โดยไม่ต้องระบุราคา เป็นคำสั่งที่เน้น ความเร็ว มากกว่า ราคา
วิธีทำงาน
- ถ้าคุณ ซื้อ ด้วย Market Order ระบบจะจับคู่กับราคา Offer (ราคาขาย) ที่ต่ำที่สุดที่มีอยู่ในขณะนั้น
- ถ้าคุณ ขาย ด้วย Market Order ระบบจะจับคู่กับราคา Bid (ราคาซื้อ) ที่สูงที่สุดที่มีอยู่ในขณะนั้น
- หากจำนวนหุ้นที่ราคาดีที่สุดไม่เพียงพอ ระบบจะไล่ไปจับคู่กับราคาถัดไปเรื่อยๆ จนครบจำนวน
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
สมมติหุ้น XYZ มีคิวขาย (Offer) ดังนี้:
| ราคา Offer | จำนวนหุ้น |
|---|---|
| 50.00 บาท | 500 หุ้น |
| 50.25 บาท | 1,000 หุ้น |
| 50.50 บาท | 2,000 หุ้น |
ถ้าคุณส่ง Market Order ซื้อ 1,200 หุ้น ระบบจะจับคู่ดังนี้:
- ซื้อ 500 หุ้นแรกที่ราคา 50.00 บาท
- ซื้ออีก 700 หุ้นที่ราคา 50.25 บาท
- ราคาเฉลี่ยที่ได้ = ประมาณ 50.15 บาท (ไม่ใช่ 50.00 บาทตามที่เห็นในหน้าจอ)
ข้อดี
- ได้หุ้นแน่นอน ไม่ต้องนั่งรอว่าคำสั่งจะถูกจับคู่หรือไม่
- เหมาะเวลาต้องการซื้อขายด่วน เช่น มีข่าวร้ายออกมาและต้องการขายทันที
- ใช้งานง่าย ไม่ต้องคิดว่าจะตั้งราคาเท่าไหร่
ข้อเสีย
- ไม่รู้ราคาที่แน่นอนล่วงหน้า อาจได้ราคาแพงกว่าหรือถูกกว่าที่คิด
- เกิด Slippage ได้ หุ้นที่สภาพคล่องต่ำอาจได้ราคาที่ต่างจากที่เห็นในหน้าจอมาก
- ไม่เหมาะกับหุ้นที่มี Spread กว้าง เพราะอาจได้ราคาที่ไม่คุ้มค่า
เมื่อไหร่ควรใช้: เมื่อคุณต้องการซื้อขายทันทีและราคาที่ต่างไปเล็กน้อยไม่ใช่ปัญหา เช่น หุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงอย่าง PTT, ADVANC, SCB เป็นต้น
เมื่อไหร่ไม่ควรใช้: หุ้นขนาดเล็กที่มีปริมาณการซื้อขายน้อย เพราะ Spread อาจกว้างมากจนได้ราคาที่ไม่ดี
2. Limit Order (คำสั่งจำกัดราคา)
Limit Order คือคำสั่งที่ กำหนดราคาสูงสุดที่ยินดีซื้อ หรือ ราคาต่ำสุดที่ยินดีขาย เป็นคำสั่งที่เน้น ราคา มากกว่า ความเร็ว และเป็นคำสั่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้บ่อยที่สุด
วิธีทำงาน
- Limit Buy (ซื้อจำกัดราคา) -- คุณตั้งราคาสูงสุดที่ยินดีจ่าย ระบบจะซื้อให้เฉพาะเมื่อราคาเท่ากับหรือต่ำกว่าที่คุณตั้งไว้
- Limit Sell (ขายจำกัดราคา) -- คุณตั้งราคาต่ำสุดที่ยินดีขาย ระบบจะขายให้เฉพาะเมื่อราคาเท่ากับหรือสูงกว่าที่คุณตั้งไว้
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ Limit Order ไม่ได้รับประกันว่าจะถูกจับคู่ หากราคาตลาดไม่ถึงราคาที่คุณตั้งไว้ คำสั่งจะค้างอยู่ในระบบจนกว่าจะหมดอายุเมื่อสิ้นวัน (Day Order) หรือจนกว่าคุณจะยกเลิก
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
| สถานการณ์ | คำสั่ง | ผลลัพธ์ |
|---|---|---|
| หุ้นราคา 32 บาท คุณอยากซื้อที่ 30 บาท | Limit Buy 30 บาท | รอจนราคาลงมา 30 บาท จึงซื้อ ถ้าราคาไม่ลงมาก็ไม่ซื้อ |
| หุ้นราคา 32 บาท คุณอยากขายที่ 35 บาท | Limit Sell 35 บาท | รอจนราคาขึ้นไป 35 บาท จึงขาย ถ้าราคาไม่ขึ้นไปก็ไม่ขาย |
| หุ้นราคา 32 บาท คุณตั้ง Limit Buy 33 บาท | Limit Buy 33 บาท | ซื้อได้ทันทีที่ราคา 32 บาท เพราะราคาตลาดต่ำกว่าที่ตั้งไว้ |
จุดที่มือใหม่มักเข้าใจผิด: Limit Buy ไม่ได้หมายความว่าจะซื้อที่ราคาที่ตั้งเสมอ ถ้าราคาตลาดต่ำกว่าที่ตั้ง คุณจะได้ราคาตลาดที่ถูกกว่า เช่น ตั้ง Limit Buy ที่ 33 บาท แต่ราคา Offer อยู่ที่ 32 บาท คุณจะได้ซื้อที่ 32 บาท
ข้อดี
- ควบคุมราคาได้ ไม่ซื้อแพงเกินหรือขายถูกเกินที่ตั้งไว้
- เหมาะกับการวางแผนล่วงหน้า ตั้งราคาไว้แล้วปล่อยให้ระบบทำงาน
- ลดความเสี่ยงจาก Slippage เพราะราคาที่ได้จะไม่เกินกว่าที่กำหนด
ข้อเสีย
- อาจไม่ได้ซื้อขาย ถ้าราคาไม่ถึงที่กำหนด
- อาจพลาดโอกาส ถ้าราคาวิ่งผ่านไปแล้วไม่กลับมา
- ต้องใช้ความรู้ในการตั้งราคา ถ้าตั้งราคาห่างจากตลาดมากเกินไป อาจไม่ได้ซื้อขายเลย
เทคนิคการตั้ง Limit Order
- ดู Bid-Offer Spread ก่อนตั้งราคา ถ้า Spread แคบ สามารถตั้งราคาใกล้กับราคาตลาดได้
- ใช้แนวรับ-แนวต้านช่วยตั้งราคา เช่น ตั้ง Limit Buy ที่แนวรับ หรือตั้ง Limit Sell ที่แนวต้าน
- พิจารณา Tick Size ตลาด SET มีช่วงราคาขั้นต่ำ (Tick Size) ที่ต่างกันตามระดับราคาหุ้น ราคาที่ตั้งต้องตรงกับ Tick Size ที่กำหนด
เมื่อไหร่ควรใช้: เมื่อคุณมีราคาเป้าหมายชัดเจนและไม่รีบร้อน เป็นคำสั่งที่แนะนำสำหรับนักลงทุนมือใหม่เป็นอย่างยิ่ง
3. ATO (At The Open) -- คำสั่งซื้อขายที่ราคาเปิด
ATO คือคำสั่งซื้อขาย ในช่วงเปิดตลาด (Pre-Open) ที่ราคาเปิดตลาด เป็นคำสั่งพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้าร่วมการซื้อขายได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ตลาดเปิด
วิธีทำงาน
ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีช่วง Pre-Open ก่อนตลาดเปิดในตอนเช้าและบ่าย:
- ช่วงเช้า: ส่งคำสั่งได้ตั้งแต่ 09:30 น. ก่อนตลาดเปิดซื้อขายเวลา 10:00 น. (ระบบจะสุ่มเวลาเปิดภายในช่วง 09:55-10:00 น.)
- ช่วงบ่าย: ส่งคำสั่งได้ตั้งแต่ 14:00 น. ก่อนตลาดเปิดซื้อขายเวลา 14:30 น. (ระบบจะสุ่มเวลาเปิดภายในช่วง 14:25-14:30 น.)
ในช่วง Pre-Open ระบบจะรวบรวมคำสั่งซื้อและขายทั้งหมด แล้วคำนวณหา ราคาเปิด (Opening Price) ที่ทำให้ปริมาณการซื้อขายสูงสุด คำสั่ง ATO จะได้รับ ลำดับความสำคัญสูงกว่า Limit Order ที่ราคาเดียวกัน
ข้อดี
- มี ลำดับความสำคัญสูง ได้รับการจับคู่ก่อนคำสั่ง Limit Order
- เหมาะเมื่อมี ข่าวสำคัญก่อนตลาดเปิด เช่น บริษัทประกาศผลประกอบการดี
- เป็นการแสดงเจตนาซื้อขายอย่างชัดเจน ช่วยเพิ่มโอกาสได้รับการจับคู่
ข้อเสีย
- ไม่รู้ราคาล่วงหน้า จนกว่าตลาดจะเปิดและระบบคำนวณราคาเปิดเสร็จ
- ใช้ได้เฉพาะช่วง Pre-Open เท่านั้น ไม่สามารถใช้ระหว่างที่ตลาดเปิดซื้อขายปกติ
- อาจได้ราคาที่ไม่คาดคิด ในวันที่ตลาดผันผวนมาก ราคาเปิดอาจห่างจากราคาปิดวันก่อนมาก
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ควรใช้ ATO
- หุ้นประกาศผลประกอบการดีเกินคาดหลังตลาดปิดเมื่อวาน คุณอยากซื้อให้ได้ตั้งแต่เปิดตลาด
- ข่าวเศรษฐกิจโลกเป็นลบ คุณอยากขายหุ้นทิ้งก่อนที่ราคาจะลงไปมากกว่านี้
- กองทุนหรือนักลงทุนสถาบันที่ต้องปรับพอร์ตตอนเปิดตลาด
4. ATC (At The Close) -- คำสั่งซื้อขายที่ราคาปิด
ATC คือคำสั่งซื้อขาย ในช่วงปิดตลาด ที่ราคาปิดตลาด ทำงานคล้ายกับ ATO แต่ใช้ในช่วงก่อนตลาดปิดแทน
วิธีทำงาน
- ส่งคำสั่งในช่วง Pre-Close ก่อนตลาดปิดเวลา 16:30 น. (ระบบจะสุ่มเวลาปิดภายในช่วง 16:35-16:40 น.)
- ระบบจะรวบรวมคำสั่งทั้งหมดและคำนวณหา ราคาปิด (Closing Price) ที่ทำให้ปริมาณซื้อขายสูงสุด
- คำสั่ง ATC จะได้รับการจับคู่ ก่อน Limit Order ที่ราคาเดียวกัน เช่นเดียวกับ ATO
ข้อดี
- เหมาะเมื่อต้องการ ซื้อขายที่ราคาปิด ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงสำคัญที่สุดของวัน
- มี ลำดับความสำคัญสูง เหมือน ATO
- ราคาปิดถูกใช้เป็นฐานในการคำนวณ NAV ของกองทุน ดัชนี และการอ้างอิงต่างๆ
ข้อเสีย
- ไม่รู้ราคาล่วงหน้า จนกว่าจะจับคู่เสร็จ
- ใช้ได้เฉพาะช่วง Pre-Close เท่านั้น
- ในบางกรณี ราคาปิดอาจถูกบิดเบือนจากคำสั่งขนาดใหญ่ในนาทีสุดท้าย
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ควรใช้ ATC
- คุณต้องการขายหุ้นที่ราคาปิดเพื่อใช้เป็นราคาอ้างอิงทางภาษี
- กองทุนรวมที่ต้องซื้อขายที่ราคาปิดเพื่อคำนวณ NAV
- นักลงทุนที่ต้องการทราบราคาที่แน่นอนว่าจะเป็นราคาปิดของวัน
ช่วงเวลาซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ไทย
เพื่อให้เข้าใจการใช้คำสั่งแต่ละประเภทได้ดียิ่งขึ้น มาดูช่วงเวลาซื้อขายของตลาด SET กัน:
| ช่วงเวลา | กิจกรรม | คำสั่งที่ใช้ได้ |
|---|---|---|
| 09:30 - 10:00 น. | Pre-Open (เช้า) | ATO, Limit Order |
| 10:00 - 12:30 น. | ซื้อขายช่วงเช้า | Market Order, Limit Order |
| 12:30 - 14:00 น. | พักกลางวัน | ไม่มีการซื้อขาย |
| 14:00 - 14:30 น. | Pre-Open (บ่าย) | ATO, Limit Order |
| 14:30 - 16:30 น. | ซื้อขายช่วงบ่าย | Market Order, Limit Order |
| 16:30 - 16:40 น. | Pre-Close | ATC, Limit Order |
สรุปเปรียบเทียบคำสั่งทั้ง 4 ประเภท
| คำสั่ง | ควบคุมราคา | ความเร็ว | ความเสี่ยง | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|---|
| Market Order | ไม่ได้ | ทันที | Slippage | ต้องการซื้อขายด่วน หุ้นสภาพคล่องสูง |
| Limit Order | ได้ | ไม่แน่นอน | อาจไม่ได้ซื้อขาย | มีราคาเป้าหมายชัดเจน |
| ATO | ไม่ได้ | ช่วงเปิดตลาด | ราคาเปิดผันผวน | ต้องการซื้อขายตอนตลาดเปิด |
| ATC | ไม่ได้ | ช่วงปิดตลาด | ราคาปิดผันผวน | ต้องการซื้อขายที่ราคาปิด |
ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำกับคำสั่งซื้อขาย
1. ใช้ Market Order กับหุ้นสภาพคล่องต่ำ หุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายน้อยมักมี Spread กว้าง การใช้ Market Order อาจทำให้ได้ราคาแย่กว่าที่คาดมาก ควรใช้ Limit Order แทน
2. ตั้ง Limit Order ห่างจากราคาตลาดมากเกินไป การตั้งราคาซื้อต่ำกว่าราคาตลาดมากๆ หวังจะได้ของถูก มักจบลงด้วยการไม่ได้ซื้อเลย ควรตั้งราคาที่สมเหตุสมผลโดยอิงจากแนวรับแนวต้าน
3. ลืมยกเลิกคำสั่งที่ค้างอยู่ Limit Order ที่ไม่ถูกจับคู่จะค้างอยู่ในระบบจนสิ้นวัน ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลง อย่าลืมยกเลิกคำสั่งเก่าก่อนส่งคำสั่งใหม่
4. ไม่ตรวจสอบคำสั่งก่อนยืนยัน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการใส่จำนวนหุ้นหรือราคาผิด เช่น ตั้งใจจะซื้อ 100 หุ้น แต่กดเป็น 1,000 หุ้น ตรวจสอบทุกครั้งก่อนกดยืนยัน
5. ส่ง ATO/ATC โดยไม่เข้าใจความเสี่ยง ในวันที่ตลาดผันผวนมาก ราคาเปิดหรือราคาปิดอาจกระโดดมากกว่าปกติ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ควรใช้ Limit Order จะปลอดภัยกว่า
เคล็ดลับสำหรับมือใหม่
- เริ่มจาก Limit Order เป็นหลัก เพราะควบคุมราคาได้ ลดโอกาสซื้อแพงเกินไปหรือขายถูกเกินไป
- ใช้ Market Order เท่าที่จำเป็น เฉพาะเวลาต้องการซื้อขายด่วนจริงๆ และเฉพาะกับหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง
- ระวัง ATO/ATC ตอนตลาดผันผวน ราคาอาจกระโดดมากกว่าปกติ
- ตรวจสอบคำสั่งเสมอ ก่อนกดยืนยัน ดูราคา จำนวนหุ้น และประเภทคำสั่งให้ถูกต้อง
- ฝึกใช้บัญชีจำลอง (Paper Trading) ก่อน หลายโบรกเกอร์มีระบบจำลองให้ทดลองส่งคำสั่งโดยไม่ต้องใช้เงินจริง
- ศึกษา Tick Size ของแต่ละช่วงราคา เพื่อตั้งราคา Limit Order ได้ถูกต้อง
คำสั่งซื้อขายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของนักลงทุน ยิ่งเข้าใจลึกซึ้ง ยิ่งลงทุนได้อย่างมั่นใจและลดข้อผิดพลาดที่อาจทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็น
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
เริ่มต้นลงทุนอย่างมั่นใจกับ HoonHub
HoonHub ช่วยให้คุณติดตามพอร์ตหุ้น วิเคราะห์ข้อมูลบริษัท และเรียนรู้การลงทุนผ่านบทเรียนและแบบทดสอบ ดาวน์โหลดแอปฟรีบน App Store วันนี้