P/BV Ratio คืออะไร?
P/BV Ratio (Price-to-Book Value Ratio) หรือ อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี เป็นหนึ่งในเครื่องมือวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่นักลงทุนใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย (SET) ตัวชี้วัดนี้บอกว่า ราคาหุ้นในตลาดสูงกว่าหรือต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัทกี่เท่า
พูดให้เข้าใจง่าย ลองนึกภาพว่าถ้าบริษัทตัดสินใจปิดกิจการในวันนี้ นำสินทรัพย์ทั้งหมดไปขาย แล้วนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ทั้งหมด เงินที่เหลือคือ มูลค่าทางบัญชี (Book Value) ซึ่งเป็นส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น และ P/BV บอกว่าคุณกำลังจ่ายเงินกี่เท่าของมูลค่านั้นเพื่อซื้อหุ้น
P/BV ถือเป็นอัตราส่วนที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมที่มีสินทรัพย์เป็นหลัก เช่น ธนาคาร ประกันภัย และอสังหาริมทรัพย์ เพราะมูลค่าทางบัญชีของบริษัทเหล่านี้สะท้อนมูลค่าจริงได้ค่อนข้างดี
วิธีคำนวณ P/BV อย่างละเอียด
สูตรหลัก
P/BV = ราคาหุ้น / มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS)
มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS) คืออะไร?
BVPS (Book Value Per Share) คำนวณจาก
BVPS = ส่วนของผู้ถือหุ้น / จำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด
โดย "ส่วนของผู้ถือหุ้น" หาได้จากงบดุล (Balance Sheet) ของบริษัท ซึ่งเท่ากับ สินทรัพย์รวม หักด้วย หนี้สินรวม ส่วนนี้รวมถึงทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว ส่วนเกินมูลค่าหุ้น กำไรสะสม และส่วนประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้น
ตัวอย่างการคำนวณ
ตัวอย่างที่ 1: หุ้นธนาคาร
- ส่วนของผู้ถือหุ้น = 200,000 ล้านบาท
- จำนวนหุ้นทั้งหมด = 19,000 ล้านหุ้น
- BVPS = 200,000 / 19,000 = 10.53 บาทต่อหุ้น
- ราคาหุ้นในตลาด = 15 บาท
- P/BV = 15 / 10.53 = 1.42 เท่า
ความหมาย: คุณกำลังจ่าย 1.42 เท่าของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ
ตัวอย่างที่ 2: หุ้นอสังหาริมทรัพย์
- ส่วนของผู้ถือหุ้น = 50,000 ล้านบาท
- จำนวนหุ้นทั้งหมด = 10,000 ล้านหุ้น
- BVPS = 50,000 / 10,000 = 5 บาทต่อหุ้น
- ราคาหุ้นในตลาด = 3.50 บาท
- P/BV = 3.50 / 5 = 0.70 เท่า
ความหมาย: คุณจ่ายแค่ 70% ของมูลค่าทางบัญชี ราคาถูกกว่า Book Value
P/BV สูงหรือต่ำ หมายความว่าอะไร?
P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า
เมื่อ P/BV ต่ำกว่า 1 หมายความว่าราคาหุ้นในตลาด ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ซึ่งอาจหมายความได้หลายอย่าง
- หุ้นถูกจริง -- ตลาดยังไม่รับรู้มูลค่าที่แท้จริง อาจเป็นโอกาสลงทุนที่ดี
- ตลาดมองว่าบริษัทมีปัญหา -- เช่น กำไรลดลง หนี้เสียเพิ่มขึ้น ธุรกิจกำลังถดถอย
- สินทรัพย์ถูกบันทึกสูงเกินจริง -- มูลค่าในงบดุลอาจไม่สะท้อนมูลค่าจริงในปัจจุบัน
- ขาดความเชื่อมั่นในผู้บริหาร -- นักลงทุนไม่เชื่อว่าผู้บริหารจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้
สิ่งสำคัญคือ P/BV ต่ำไม่ได้หมายความว่าหุ้นน่าซื้อเสมอไป ต้องวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ทำไม ตลาดถึงให้ราคาต่ำขนาดนี้
P/BV ประมาณ 1-2 เท่า
- ราคาสมเหตุสมผลสำหรับหลายอุตสาหกรรมที่มีสินทรัพย์จับต้องได้มาก
- สะท้อนว่าตลาดให้มูลค่าใกล้เคียงกับสินทรัพย์สุทธิที่บริษัทมี
- เป็นช่วงที่พบบ่อยในหุ้นกลุ่มธนาคาร พลังงาน และวัสดุก่อสร้าง
P/BV ประมาณ 2-3 เท่า
- ตลาดเริ่มให้คุณค่ากับ ความสามารถในการทำกำไร ของบริษัทมากกว่าสินทรัพย์ที่ปรากฏในงบดุล
- มักพบในบริษัทที่มี ROE ดี แบรนด์แข็งแกร่ง หรือมีความได้เปรียบในการแข่งขัน
- นักลงทุนควรตรวจสอบว่า ROE สูงพอที่จะรองรับ P/BV ระดับนี้หรือไม่
P/BV สูงกว่า 3 เท่า
- ตลาดมองว่าบริษัทมี สินทรัพย์ที่ไม่ปรากฏในงบดุล เช่น แบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา ฐานลูกค้า ความสามารถพิเศษของทีมงาน
- มักพบในหุ้นเทคโนโลยี โรงพยาบาล ธุรกิจแพลตฟอร์ม หรือธุรกิจที่มี ROE สูงมาก
- ต้องระวังว่า P/BV ที่สูงมากอาจหมายถึง ความคาดหวังที่สูงเกินไป หากผลประกอบการไม่เป็นไปตามคาด ราคาอาจปรับลงแรง
P/BV กับอุตสาหกรรมต่างๆ ในตลาดหุ้นไทย
เช่นเดียวกับ P/E การใช้ P/BV ต้อง เปรียบเทียบกับบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เสมอ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีลักษณะโครงสร้างสินทรัพย์ที่ต่างกัน
| อุตสาหกรรม | P/BV ทั่วไป | เหตุผล |
|---|---|---|
| ธนาคาร | 0.5 - 1.5 เท่า | สินทรัพย์หลักคือเงินให้กู้ ซึ่งสะท้อนในงบดุลชัดเจน P/BV จึงเป็นตัวชี้วัดหลัก |
| ประกันภัย | 0.8 - 2.0 เท่า | คล้ายธนาคาร สินทรัพย์หลักคือเงินลงทุนและเงินสำรอง |
| อสังหาริมทรัพย์ | 0.5 - 2.0 เท่า | สินทรัพย์คือที่ดินและโครงการ แต่มูลค่าตลาดอาจต่างจากราคาทุน |
| พลังงาน | 0.8 - 2.0 เท่า | สินทรัพย์จับต้องได้มาก เช่น โรงกลั่น ท่อส่ง คลังน้ำมัน |
| วัสดุก่อสร้าง | 1.0 - 3.0 เท่า | มีทั้งสินทรัพย์จับต้องได้และแบรนด์ |
| โรงพยาบาล | 3 - 8 เท่า | มูลค่าส่วนใหญ่คือแบรนด์ ทีมแพทย์ ฐานลูกค้า ซึ่งไม่ปรากฏในงบดุล |
| เทคโนโลยี | 3 - 10+ เท่า | สินทรัพย์ไม่มีตัวตนมาก เช่น ซอฟต์แวร์ สิทธิบัตร ข้อมูลผู้ใช้ |
| ค้าปลีก | 2 - 5 เท่า | แบรนด์และเครือข่ายสาขาเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าแต่ไม่ปรากฏเต็มในงบ |
ข้อสังเกตสำคัญ
- อุตสาหกรรมที่ สินทรัพย์จับต้องได้ เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ P/BV มักอยู่ในระดับต่ำ และ P/BV เป็นตัวชี้วัดที่มีประโยชน์มาก
- อุตสาหกรรมที่ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน เป็นตัวขับเคลื่อน P/BV มักสูง และการใช้ P/BV อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
P/BV vs P/E ต่างกันอย่างไร?
นักลงทุนมือใหม่มักสับสนระหว่าง P/BV กับ P/E เพราะทั้งสองเป็นอัตราส่วนที่ใช้ประเมินว่าหุ้นถูกหรือแพง แต่มีมุมมองที่ต่างกัน
| รายการ | P/BV | P/E |
|---|---|---|
| เปรียบเทียบราคากับ | มูลค่าทางบัญชี (สินทรัพย์สุทธิ) | กำไรสุทธิต่อหุ้น |
| ใช้ได้เมื่อ | ใช้ได้แม้บริษัทขาดทุน เพราะดูสินทรัพย์ | ใช้ไม่ได้ถ้าบริษัทขาดทุน (P/E ติดลบไม่มีความหมาย) |
| เหมาะกับอุตสาหกรรม | ธนาคาร ประกัน อสังหาฯ ที่สินทรัพย์ชัดเจน | ทุกอุตสาหกรรมที่มีกำไรสม่ำเสมอ |
| มุมมอง | จ่ายกี่เท่าของสินทรัพย์สุทธิ | จ่ายกี่เท่าของกำไร (กี่ปีถึงคืนทุน) |
| จุดอ่อน | ไม่สะท้อนสินทรัพย์ไม่มีตัวตน | ใช้ไม่ได้กับบริษัทขาดทุน กำไรอาจผันผวน |
| ความผันผวน | ค่อนข้างคงที่ เพราะ Book Value เปลี่ยนช้า | ผันผวนมากกว่า เพราะกำไรเปลี่ยนแปลงทุกไตรมาส |
เมื่อไหร่ควรใช้ P/BV แทน P/E?
- เมื่อบริษัท ขาดทุน หรือกำไรผันผวนมาก ทำให้ P/E ไม่น่าเชื่อถือ
- เมื่อวิเคราะห์ ธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่ง P/BV เป็นตัวชี้วัดมาตรฐาน
- เมื่อต้องการประเมิน มูลค่าขั้นต่ำ ของบริษัท (Floor Value) ในกรณีที่เลิกกิจการ
- เมื่อวิเคราะห์บริษัทที่กำลัง ปรับโครงสร้าง (Turnaround) ที่กำไรยังไม่กลับมา
เคล็ดลับ: ใช้ทั้ง P/E และ P/BV ร่วมกันจะให้ภาพที่สมบูรณ์มากขึ้น P/E บอกว่าคุณจ่ายกี่เท่าของ "ผลกำไร" ส่วน P/BV บอกว่าคุณจ่ายกี่เท่าของ "สินทรัพย์สุทธิ"
ความสัมพันธ์ระหว่าง P/BV กับ ROE
นี่คือแนวคิดที่สำคัญมากและนักลงทุนมืออาชีพใช้กันเป็นประจำ P/BV มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ ROE (Return on Equity)
- บริษัทที่มี ROE สูง (สร้างกำไรได้ดีจากส่วนของผู้ถือหุ้น) สมควรมี P/BV สูง เพราะตลาดยินดีจ่ายมากขึ้นสำหรับสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ดี
- บริษัทที่มี ROE ต่ำ สมควรมี P/BV ต่ำ เพราะสินทรัพย์ไม่ได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
สูตรความสัมพันธ์
P/BV = ROE x P/E
ตัวอย่าง: ถ้า ROE = 20% และ P/E = 15 เท่า P/BV = 0.20 x 15 = 3.0 เท่า
วิธีใช้ความสัมพันธ์นี้ในการหาหุ้นน่าลงทุน
กรณีที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หุ้นที่ ROE สูง แต่ P/BV ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจหมายความว่าตลาดยัง "ไม่เห็นค่า" ของบริษัทนี้
ตัวอย่าง: สมมติธนาคาร A มี ROE = 12% แต่ P/BV = 0.7 เท่า ในขณะที่ธนาคาร B มี ROE = 10% แต่ P/BV = 1.2 เท่า
ธนาคาร A ดูน่าสนใจกว่าเพราะมี ROE สูงกว่าแต่ P/BV ต่ำกว่ามาก อาจเป็นโอกาสลงทุนที่ดี (ต้องวิเคราะห์ปัจจัยอื่นเพิ่มเติมด้วย)
ตาราง P/BV ที่เหมาะสมตาม ROE
| ROE | P/BV ที่สมเหตุสมผล (โดยประมาณ) |
|---|---|
| 5% | 0.5 - 1.0 เท่า |
| 10% | 1.0 - 1.5 เท่า |
| 15% | 1.5 - 2.5 เท่า |
| 20% | 2.5 - 3.5 เท่า |
| 25%+ | 3.5 เท่าขึ้นไป |
วิธีใช้ P/BV ในทางปฏิบัติ
ขั้นตอนที่ 1: เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มอุตสาหกรรม
ดู P/BV ของบริษัทเทียบกับค่าเฉลี่ยของบริษัทอื่นในกลุ่มเดียวกัน หากต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นโอกาส แต่ต้องตรวจสอบเหตุผลก่อน
ขั้นตอนที่ 2: เปรียบเทียบกับค่า P/BV ย้อนหลังของตัวเอง
ดูว่า P/BV ปัจจุบันอยู่ในระดับใดเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5-10 ปี ถ้าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังมาก อาจหมายความว่าราคาถูกผิดปกติ
ขั้นตอนที่ 3: ตรวจสอบ ROE ประกอบ
P/BV ต่ำ + ROE สูง = น่าสนใจ (อาจเป็นหุ้นที่ถูกมองข้าม) P/BV ต่ำ + ROE ต่ำ = สมเหตุสมผล (ตลาดให้ราคาถูกเพราะบริษัทไม่ได้ทำกำไรดี) P/BV สูง + ROE สูง = สมเหตุสมผล (จ่ายแพงเพราะบริษัททำกำไรดีจริง) P/BV สูง + ROE ต่ำ = อันตราย (จ่ายแพงโดยไม่มีผลกำไรรองรับ)
ขั้นตอนที่ 4: ดูตัวชี้วัดอื่นประกอบ
อย่าตัดสินใจจาก P/BV เพียงตัวเดียว ให้ดูร่วมกับ P/E, D/E Ratio, กระแสเงินสด และแนวโน้มกำไร
ข้อจำกัดของ P/BV ที่ต้องรู้
-
ไม่สะท้อนสินทรัพย์ไม่มีตัวตน -- แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ฐานลูกค้าภักดี ทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตร ล้วนไม่ปรากฏหรือปรากฏน้อยมากในมูลค่าทางบัญชี ทำให้บริษัทที่มีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนมากมี P/BV สูงเป็นธรรมชาติ
-
มูลค่าทางบัญชีอาจไม่ตรงกับมูลค่าจริง -- ที่ดินที่ซื้อมา 30 ปีก่อนอาจบันทึกในราคาต้นทุนซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบันมาก ในทางกลับกัน เครื่องจักรเก่าอาจบันทึกในราคาที่สูงกว่ามูลค่าจริง
-
ไม่เหมาะกับทุกอุตสาหกรรม -- ธุรกิจบริการ ธุรกิจเทคโนโลยี หรือธุรกิจที่สินทรัพย์หลักคือบุคลากร P/BV อาจไม่มีความหมายมากนัก เพราะมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจไม่ได้อยู่ในงบดุล
-
การซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) ทำให้ค่าบิดเบือน -- เมื่อบริษัทซื้อหุ้นคืน ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง ทำให้ P/BV สูงขึ้นโดยที่ไม่ได้เกิดจากราคาหุ้นแพงขึ้น
-
กำไรสะสมติดลบ -- บริษัทที่ขาดทุนสะสมมากจนส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยหรือติดลบ จะทำให้ P/BV ไม่มีความหมาย
-
ต้องดูร่วมกับตัวชี้วัดอื่น เช่น P/E, ROE, D/E Ratio, กระแสเงินสด และแนวโน้มผลประกอบการ อย่าตัดสินใจจากตัวเลขเดียว
P/BV กับการลงทุนแบบ Value Investing ในตลาดหุ้นไทย
นักลงทุนแนว Value Investing มักให้ความสำคัญกับ P/BV เป็นพิเศษ เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยหา หุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ
กลยุทธ์ที่นิยมใช้
1. Net-Net Strategy (ตาม Benjamin Graham)
ซื้อหุ้นที่มูลค่าตลาดต่ำกว่า Net Current Asset Value (สินทรัพย์หมุนเวียน - หนี้สินรวม) ในตลาดหุ้นไทยหุ้นแบบนี้หายากแต่ก็มีปรากฏในช่วงวิกฤต
2. หุ้น P/BV ต่ำ + ROE สูง
คัดกรองหุ้นที่ P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า แต่มี ROE สูงกว่า 10% ต่อเนื่อง ซึ่งอาจเป็นหุ้นที่ตลาดมองข้ามชั่วคราว
3. การเปรียบเทียบ P/BV Band
สร้างกราฟ P/BV ย้อนหลังหลายปี แบ่งเป็นช่วง +1SD, -1SD, ค่าเฉลี่ย เพื่อดูว่าราคาปัจจุบันอยู่ในโซนถูกหรือแพงเมื่อเทียบกับตัวเอง วิธีนี้ใช้กันมากในการวิเคราะห์หุ้นธนาคารไทย
สรุป: P/BV ใช้อย่างไรให้ได้ผล?
- เปรียบเทียบกับบริษัท ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เสมอ อย่าเปรียบหุ้นธนาคารกับหุ้นโรงพยาบาล
- ดู P/BV ร่วมกับ ROE เป็นคู่หูที่แยกกันไม่ได้ P/BV ต่ำ + ROE สูง = โอกาสที่น่าสนใจมาก
- เหมาะมากสำหรับวิเคราะห์ธนาคาร ประกัน อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสินทรัพย์ในงบดุลสะท้อนมูลค่าได้ดี
- เปรียบเทียบกับ P/BV ย้อนหลัง ของบริษัทเดียวกันเพื่อดูว่าราคาอยู่ในโซนถูกหรือแพง
- ใช้ร่วมกับ P/E, D/E Ratio และตัวชี้วัดอื่นเสมอ อย่าตัดสินใจลงทุนจากตัวเลขเพียงตัวเดียว
- ระวัง P/BV ต่ำที่เป็น Value Trap ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ได้ต่ำเพราะบริษัทกำลังมีปัญหาร้ายแรง
P/BV เปรียบเหมือนการดูราคาบ้าน เทียบกับมูลค่าที่ดินและตัวบ้านจริงๆ ถ้าซื้อได้ต่ำกว่ามูลค่าจริง ก็ถือว่าคุ้มค่า แต่ต้องดูทำเล สภาพบ้าน และศักยภาพในการสร้างรายได้ (ให้เช่าได้ดีแค่ไหน) ด้วย การดูแค่ราคาต่อตารางเมตรอย่างเดียวไม่เพียงพอ
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
เริ่มต้นลงทุนอย่างมั่นใจกับ HoonHub
HoonHub ช่วยให้คุณติดตามพอร์ตหุ้น วิเคราะห์ข้อมูลบริษัท และเรียนรู้การลงทุนผ่านบทเรียนและแบบทดสอบ ดาวน์โหลดแอปฟรีบน App Store วันนี้